Self-Sovereign Identity — Opportunities and Challenges for the next era
ความท้าทายสำหรับโลกยุคใหม่
“Self-Sovereign” แปลเป็นภาษาไทยว่า “อธิปไตย” หมายความว่า มีอำนาจในการปกครองตนเอง เมื่อนำมารวมกับคำว่า Identity (อัตลักษณ์) จะแปลว่า บุคคลเป็นผู้ถือครอง/ปกครองอัตลักษณ์ตนเอง
Self-Sovereign Identity ถือเป็น Decentralization System รูปแบบหนึ่ง
แนวคิดเกี่ยวกับ Decentralized Identity ถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1970 โดยผู้บุกเบิกอย่าง Whitfield Diffie, Martin Hellman และ Ralph C. Merkle ผู้คิดค้น Public-key Protocol โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยให้ผู้คนปกป้องความเป็นส่วนตัวของตนเองในยุคดิจิตอล
เทคโนโลยี Blockchain มีส่วนอย่างยิ่งที่จะผลักดัน Digital Identityให้ก้าวเข้าสู่ยุคของ Self-Sovereign Identity
ปัญหาของระบบ Identity ในปัจจุบัน
‘Digital Identity’ กำลังทวีความสำคัญกับผู้บริโภคมากขึ้นในชีวิตประจำวัน การรับมือกับชื่อ username / password จำนวนมากจากบริการที่หลากหลาย กลายเป็นภาระที่ขัดขวางการเติบโตของธุรกรรมออนไลน์
รวมถึงกระบวนการพิสูจน์ตัวตนที่ยุ่งยากและซับซ้อน
- การพิสูจน์ตัวตนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือการใช้ภาพและเอกสารสำเนา ซึ่งหมายความว่าคนที่ทำการตรวจสอบเอกสารด้วยตนเอง แล้วจึงนำข้อมูลเหล่านั้นเข้าสู่ระบบ
- เอกสารบางอย่าง เช่น สำเนาเอกสาร สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย
- ค่าใช้จ่ายในการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกต้องสำหรับลูกค้าและการป้องกันข้อมูลจากแฮคเกอร์นั้นเป็นสิ่งที่องค์กรและหน่วยงานที่กำกับดูแลกังวลเป็นอย่างมาก
“Decentralization is a visible trend in identity management in order to tackle the issues of globally scoped digital identities”
แนวคิดของ Self-Sovereign Identity
แนวคิดของ Self-Sovereign Identity คือการมอบสิทธิการใช้งาน Identity คืนกลับให้กับเจ้าของ Identity นั้นๆ ไม่ว่าใครต้องการจะเข้าถึงหรือใช้ข้อมูล จะต้องได้รับอนุญาตจาก “Owner” หรือ “Holder” ก่อนเสมอ
ซึ่ง Identity ไม่ได้จำกัดเฉพาะของคนเท่านั้น แต่ยังหมายถึง Identity ของสัตว์, สิ่งของ, ทรัพย์สิน ฯลฯ
โลกในอนาคตจะกลายเป็น Connected-World โดยสมบูรณ์ Device ทุกชิ้นสามารถเชื่อมต่อและส่งข้อมูลถึงกันได้ทั้งโลก การรักษาให้ข้อมูลส่วนตัวไม่ตกไปอยู่กับหน่วยงานหรือใครคนใดคนหนึ่ง ถือเป็น Global Challenge ที่สำคัญของโลกยุคต่อจากนี้
ถ้าเราลองมองในแง่ของเศรษฐกิจและสังคมที่เข้าสู่รูปแบบ Decentralized โดยสมบูรณ์ จะน่าตื่นเต้นแค่ไหน เมื่อผู้คนทั่วโลกกลายเป็นเจ้าของข้อมูลของตัวเอง
สิ่งนี้อาจเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้กับ Business Model ใหม่ๆ มีวิธีการที่แตกต่างกันมากมายในการสร้างอนาคตของ Self-Sovereign Identity แต่แน่นอนในอนาคตทุกๆโมเดลจะต้อง Interoperable กันได้โดยสมบูรณ์จากมาตรฐานที่ทุกคนร่วมกันสร้างขึ้น
The evolution of identity
- Centralized identity. การควบคุมดูแลโดยผู้มีอำนาจเดียวหรือลำดับชั้น
- Federated identity. การควบคุมดูแลโดยหน่วยงานหลายแห่ง
- User-centric identity. การควบคุมส่วนบุคคลหรือการบริหารข้ามหน่วยงาน
- Self-sovereign identity. การควบคุมโดยบุคคล ไม่ขึ้นกับหน่วยงานใดๆ
การวิวัฒนาการของ Identity จากอดีตถึงปัจจุบันและอนาคต ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนถ่ายจาก Federated Identity ไปยัง User-Centric Identity และจะเข้าสู่ Self-Sovereign Identity ในอนาคตอันใกล้นี้
ปัจจุบันหน่วยงานที่เริ่มมีบทบาทในเรื่อง Decentralized Identity นี้ คือ DIF
Finema เองก็เข้าไปร่วมเป็นสมาชิกใน DIF เพื่อกำหนดมาตรฐานกลางในการพัฒนา Self-Sovereign Identity ที่จะทำให้ Product ของแต่ละคนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Self-Sovereign Identity ถือเป็น Global Challenge ที่ใหญ่มากสำหรับปีนี้ เราน่าจะได้เห็นการขยับของ Giant Tech หลายรายเร็วๆนี้ รวมทั้งมี Start-up ที่จะเกิดขึ้นพร้อม Business Model ใหม่ๆ อีกมายมาย